ไชโย! ปิดคอร์สแล้ว
สัปดาห์นี้เรียนจบปิดคอร์ส VB ไปได้สองสามวันแล้ว ไปเรียนครั้งนี้ก็ไม่ได้เคร่งเครียดอะไรมาก หนักไปด้านคุยกับน้อง ๆ มากกว่า
ตอนสอบปิดคอร์สก็ไม่ได้อ่านอะไรไปล่วงหน้าเลย (เพราะเปิดหนังสือได้) บวกกับอาจรย์ที่สอนก็ไม่ได้เข้มงวดอะไรมากด้วย แค่ให้ผ่านสักครึ่งหนึ่งของคะแนนเต็มก็มีสิทธิได้ใบประกาศแล้ว
อย่างน้อยไปเรียนคราวนี้ก็พอจะได้แนวทางไปปรับใช้กับงานที่บ้านได้เพิ่มขึ้นบ้างเล็กน้อย จะประสบความสำเร็จหรือไม่ ต้องลองใช้ดู
ประมาณเดือนมีนาคม ก็ได้ลงเรียนไว้อีก 2 ตัวรวดเดียวจบไปเลย ติดต่อกัน จันทร์ - อาทิตย์ หลังจากนั้นก็กะว่าจะพักยาวหน่อย
ต่อจากนั้นก็จะหาเวลาและสตุ้งสตางค์ไปลงเรียนวิชาที่อยากเรียนมานานจริง ๆ ซะที
ปีนี้เป็นปีแห่งการเรียนรู้เสริมเพิ่มเติม ปีหน้าน่าจะเป็นปีแห่งการรประยุกต์ใช้อย่างจริงจัง
ส่วนภาษาจีน หลังจากใช้เวลาเรียนมาเกือบสองปี (มีเว้นวรรคระยะยาวไปช่วงหนึ่ง) ตอนนี้ก็รู้สึกว่าเริ่มพอจะพูดเป็นประโยคได้บ้างแล้ว คงจะเป็นเพราะว่าจดจำศัพท์ได้มากพอที่จะนำไปใช้พูดได้
แต่ที่หนักคือเดือนนี้ต้องเรียนภาษาจีนวันธรรมดา เริ่มตอนสองทุ่มครึ่ง เลิกสี่ทุ่ม เหตุเพราะก๊วนที่เรียนด้วยกัน รวมทั้งเหล่าซือ ทุกคนมีโปรแกรมจะไปกรุงเทพช่วงเสาร์-อาทิตย์ เหมือนกันหมด แต่ต่างเวลากัน (ยกเว้นเราคนเดียวที่ไม่มีโปรแกรมไปในตอนนี้) ก็เลยต้องมาเรียนชดกันวันธรรมดาตลอดเดือนนี้
ที่ต้องเรียนค่ำขนาดนี้ก็เพราะมีน้องเภสัชกร กับทันตแพทย์ 2 คนทำงานที่เดียวกัน ที่โรงพยาบาลต่างอำเภอ ต้องเข้ากะหลังเวลาทำงานปกติด้วย กว่าจะขับรถจากที่ทำงานมาถึงที่เรียนก็ค่ำแล้ว
เลิกเรียนค่ำ ๆ บ้างก็ดีเหมือนกัน ถือโอกาสได้ออกมาเห็นแสงสี บรรยากาศยามค่ำคืนบ้าง
วันนี้มีเรื่องแปลก ๆ ของตัวเอง คือมีอาซิ้มคนหนึ่งแกมาติดต่องานกับเรา
หลังจากคุยงานเสร็จ ก็มาถามโน้นถามนี่เกี่ยวกับตัวเรา ยังกับสัมภาษณ์เข้าทำงาน พ่อทำอะไร แม่ทำอะไร อยู่ที่ไหน พี่น้องกี่คน เรียนจบอะไรมา จบนานแล้วยัง เป็นคนเชื้อสายจีนภาษาอะไร คนที่นี่หรือเปล่า ฯลฯ
เราก็งงเหมือนกัน (เกาหัวแกรก ๆ) เพิ่งจะเจอกันครั้งแรก อยู่ ๆ ก็มาถามเอาทื่อ ๆ แบบนี้ แต่เราก็ไม่ถือสาอะไรมากมาย เพราะแกก็ถามแบบดี ๆ ไม่ได้แสดงอาการที่ทำให้ดูน่ากลัว หรือน่าตกใจ คิดซะว่าแกคงอยากหาเพื่อนคุย
เราก็ตอบไปสั้น ๆ เท่าที่แกถาม แต่ถ้าถามอะไรที่ละลาบละล้วงมากกว่านี้ก็คงไม่ตอบอ่ะนะ เพราะไม่ญาติโกโหติกา หรือสนิทสนมอะไรมาก่อน
เมื่อก่อนก็เคยเจอเรื่องทำนองนี้มาแล้ว 2-3 ครั้ง ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน
หรือว่าเคยทำอะไรให้ใครเดือดร้อนโดยไม่รู้ตัวหรือเปล่า ยังนึกไม่ออก เป็นคนความจำสั้นซะด้วย ขี้หลงขี้ลืมอีกต่างหาก (เลยเป็นที่มาของชื่อตัวเองในไดอารี่ว่า "lost in space")
เอาเป็นว่าเป็นเรื่องแปลกเล็ก ๆ ที่ขอบันทึกไว้สักหน่อยก็แล้วกัน
อาทิตย์นี้ว่าจะไปดู "Curse of The Golden Flower" กับ "Final Score" ไม่รู้จะมีเวลาไหม แต่คงต้องดูสักเรื่องหน่ะ
ปล.
1. เมื่อวานไปเขียนบ่นเรื่อง "ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง" ไว้ใน http://lostinspace.exteen.com/ (และใน http://www.oknation.net/blog/lostinspace ด้วย)
เพื่อน ๆ ว่างก็เข้าไปอ่าน เม้นท์ แสดงความเห็น ไปโหวกเหวกโวยวายกันได้เต็มที่เสมอเด้อค่ะเด้อ :)
2. ขออนุญาต (ล่วงหน้า) ลิ๊งค์ไดอารี่เพื่อนไว้ใน exteen นะ ถ้าไม่อยากให้ลิ๊งค์บอกกันได้ จะเอาออกให้
Lost In Space
2 ก.พ. 2550 เวลา 22:09 น.
.
.
.
จริงๆ คนเรมันต้องเรียนรู้ตลอดเวลาเนาะ เมื่อไหร่ที่เราหยุดเรียนรู้.....นั่นคือ เรากำลังถอยหลัง เพราะโลก เดินไปข้างหน้าตลอดเวลา