ตำนานสมเด็จพระเนรศวร ตอน ประกาศอิสรภาพ
วันนี้เพิ่งจะได้ไปดู "ตำนานสมเด็จพระนเรศวร ตอน ประกาศอิสรภาพ" ความรู้สึกหลังจากดูจบเมื่อเปรียบเทียบกับภาคแรก คือ รู้สึกว่าสร้างและกำกับได้ดีกว่าเยอะ
ภาคแรกออกจะเน้นไปกับการปูพื้นความรู้ให้เข้าใจที่ไปที่มาของพระนเรศวร เมื่อตอนเป็นเด็กมากไปหน่อย ตอนที่ดูก็เลยรู้สึกว่าออกจะเยิ่นเย้อ ยืดยาวไป แถมยังมีเสียงบรรยายเหตุการณ์ (ที่เป็นเสียงผู้หญิง) เพิ่มเข้ามาด้วย เลยรู้สึกว่าจะเป็นสารคดีก็ไม่ใช่ เป็นหนังก็ไม่เชิง ดูแทงกั๊กยังไงชอบกล ความรู้สึกหลังดูจบเลยรู้สึกว่าเฉย ๆ

ที่ชอบอย่างเดียวในภาคแรก คือ บทบาทการแสดงของ สมภพ เบญจาธิกุล ในบทของบุเรงนอง ซึ่งแสดงได้ดี ฝีไม้ลายมือสมกับที่อยู่ในวงการบันเทิงไทยมานาน ซึ่งอันที่จริงเราชอบฝีมือการแสดงของ สมภพ เบญจาธิกุล มานานแล้ว ไม่ว่าจะในหนัง หรือในละคร แม้จะเป็นแค่เพียงบทตัวประกอบก็ตาม
ส่วนที่ดีกว่าภาคแรกของตอน ประกาศอิสรภาพ ตรงที่ดูมีความเป็นหนังมากขึ้น (ซึ่งเราชอบแบบนี้มากกว่า) ทำให้ดูสนุกกว่าภาคแรก ฉากสู้รบจะที่ตื่นตาเอามาก ๆ ก็ตอนต้นเรื่อง กับตอนท้าย ๆ
ส่วนใหญ่หนังจะเน้นหนักไปที่การวางยุทธวิธีการรบ ไม่ว่าจะเป็นตอนไปตีเมืองคัง หรือตอนเตรียมอพยพพาไพร่พลชาวอโยธยาที่เป็นเฉลยในหงสาวดี หนีกลับไปเมืองอโยธยา เพื่อเป็นการประกาศตนให้รู้ว่า จะไม่เป็นเมืองขึ้นของกรุงหงสาวดีอีกต่อไป
ข้อดีอีกอย่างคือ การให้น้ำหนักกับตัวละคร ที่จำเป็นและเหมาะสมกับสิ่งที่ต้องการนำเสนอในหนังจริง ๆ เพียงไม่กี่คน (ไม่ต้องมีมากมายเหมือนภาคแรก หรือเหมือนใน "สุริโยไท") ซึ่งช่วยลดความสับสน (และความเครียด) ให้กับคนดูลงได้เยอะ และทำได้ดีเลยทีเดียว
ประเด็นที่เน้นรองลงมาคือเรื่องของ ความรักระหว่างชายหนุ่มหญิงสาว ของ "บุญทิ้ง กับ เลอคิ่น" แต่เราคิดว่าฉากโรแมนติคไม่ค่อยลึกซึ้งตรึงใจเท่าไหร่ ทำไมรักกันง่ายจัง เจอกันไม่กี่ครั้งถึงกับยอมตายแทนกันได้แล้ว ส่วน "บุญทิ้ง" ก็ออกแนวเถื่อน ๆ ไปหน่อยนะ (ทำยังกับหนังตบจูบ ๆ ของพิศาล อัครเศรณีไปได้) เราว่าส่วนของความรักของสองคนนี้ตัดทอนให้น้อยลง หรือไม่มีเลย ก็ไม่ได้ทำให้ตัวหนังดูด้อยลง
แม้จะเป็นหนังที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้คนไทยที่ได้ดูแล้วรู้สึกรักชาติบ้านเมือง รู้รักสามัคคีกันมากขึ้น แต่ก็ไม่ได้เป็นการรักชาติกันแบบไม่ลืมหูลืมตากันอย่างเดียว
หนังทำให้เราเห็นว่าพระนเรศวร มีความอ่อนไหวในอารมณ์ เห็นอกเห็นใจเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน แม้จะต่างเชื้อชาติเผ่าพันธ์ หรือต่างชนชั้นวรรณะกัน การฆ่าฟันกันก็เพื่อการศึกแห่งอิสรภาพของตน ไม่ได้มุ่งร้ายด้วยจิตใจอันเต็มไปความพยาบาทอาฆาตแค้น จนอีกฝ่ายต้องสิ้นชาติสิ้นแผ่นดินเกิด
และจะสังเกตได้ว่าการที่หนังมี "พระมหาเถรคันฉ่อง" ร่วมอยู่ในเหตุการณ์สำคัญ ๆ หลายเหตุการณ์ โดยเฉพาะช่วงของการทำศึกสงคราม ก็เปรียบเสมือนตัวแทนของศาสนา หรือความดีงาม มาคอยผ่อนคลายบรรยากาศ หรืออารมณ์ในหนัง ไม่ให้ (คนดู) รู้สึกฮึกเหิม ได้ใจ จนเห็นดีเห็นงามไปกับความรุนแรงของสงคราม การฆ่าฟันคนให้ล้มตายกันเป็นผักปลาแบบนั้น นั่นเอง
ตอนแรกก็เรากลัว ๆ อยู่ กลัวว่าจะหนังภาคนี้จะเป็นประเภทรักชาติกันหูดับตับไหม้ หรือ รักชาติฉันอย่างเดียวไม่เอี่ยวใคร อะไรทำนองนี้ แต่หนังบอกคนดูด้วยว่า นอกจากรักชาติแล้ว เราต้องรักเพื่อนมนุษย์ด้วย ชาติและโลกเราจึงจะสงบสุข
สุดท้าย เรารู้สึกว่าในภาคสองนี้คือ ลายเซ็นของท่านมุ้ยในสถานะของ "ผู้สร้างหนัง" อย่างแท้จริง และจะคอยดูภาค 3 ต่อไปด้วยใจจดจ่อ
เราไม่ได้ไปดูหนังไทย เพราะเราเป็นคนไทย แล้วต้องดูหนังไทย ต้องอุดหนุนหนังไทย (เหมือนคนในวงการบันเทิงไทยหลายคนชอบชวนให้ดูหนังไทย ด้วยคำพูดแบบนี้) แต่ที่ดู เพราะหนังนั้นดีมีคุณค่าในตัวมันต่างหาก
เราชอบดูหนังไทยเพราะตอนแปลไม่ออก ไม่ต้องลำบากอ่านข้างล่างไม่ทัน - -