อัจฉริยะ  + ปัญญานิ่ม

 

หลายคนคงติดตามรื่องราวของ หมอประกิตเผ่า ที่กำลังชุลมุนชุลเกกันอยู่ว่าฝ่ายไหนพูดความจริง หรือฝ่ายไหนพูดโกหก แล้วตกลงหมอประกิตเผ่า เขาบ้าจริงหรือเปล่า มีการวิเคราะห์เจาะหาสาเหตุ ที่มาที่ไป ว่าทำไมจึงเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น กับคนดังระดับ celebrity ได้รับการยอมรับจากสังคมว่าเป็นบุคคลที่มีชีวิตอันแสนสมบูรณ์แบบ แล้วเหตุการณ์ต่อไปจะลงเอยกันอย่างไร

 

เราเองเพิ่งจะเคยรู้จัก หมอประกิตเผ่า ครั้งแรกตอนได้เห็นเขาไปออกรายการเพื่อให้สัมภาษณ์ในรายการทีวี สุริวิภา ตอนที่ได้ดูก็เชื่ออย่างภาพที่นำเสนอมาว่า เขาช่างเป็นผู้ชายที่สมบูรณ์แบบอะไรปานนั้น ทั้งหน้าตาท่าทางและบุคลิกภาพภายนอก ความคิด การพูดจาพาที ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน มีครอบครัวที่แสนจะน่ารักและอบอุ่น จัดสรรเวลาให้กับงานและครอบครัวได้อย่างลงตัว เราเชื่อตามนั้นจริง ๆ

 

จนเมื่อมามีข่าวใหญ่เกี่ยวกับเขาเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ก็ทำเอาเราทั้งอึ้งและช็อคเล็กน้อย (ที่เล็กน้อย เพราะค่อนข้างเป็นเรื่องไกลตัว) คิดไม่ถึงว่าจะเกิดเรืองราวแบบนี้ มันช่างภาพที่ตัดกับภาพที่เคยอยู่ในหัวสมองมาก่อนสิ้นดี

 

หลายคนบอกว่าเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ชนวนหลักน่าจะมาจากเงินทอง ทรัพย์สมบัติ และรายได้อันมหาศาล ที่หอมหวนชวนกระตุ้นต่อมกิเลสคนที่อยู่รอบข้างเป็นอย่างยิ่ง

 

บางคนบอกว่าเห็นกรณีของหมอประกิตเผ่าแล้ว ทำให้นึกถึงหนังเรื่อง A Beautiful Mind เรื่องราวของนักคณิตศาสตร์อัจฉริยะ ที่มุ่งมั่นกับคิดค้นทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ จนเส้นกั้นบาง ๆ ระหว่างอัจฉริยะ กับ คนบ้า ถูกฉีกขาด เขากลายโรคประสาทชนิดหวาดระแวง กลัวคนมาทำร้าย

 

ด้วยประสบการณ์อันน้อยนิด ในกรณี ทำให้เราคิดถึงอะไรบางอย่าง 2 เรื่อง

 

เรื่องแรก ทำให้เราคิดไปถึงเรื่อง ความคาดหวัง ซึ่งเราคิดเองว่าอาจจะเป็นสาเหตุส่วนหนึ่งทำให้เกิดเหตุการณ์กรณีเช่นนี้กับหมอประกิตเผ่า

 

การเป็น Perfect Man ทำอะไรก็ประสบความสำเร็จ ย่อมถูกคาดหวังจากคนรอบตัวไม่น้อย ที่คอยคาดหวังแต่จะเห็นแต่ในสิ่งสวยงาม ไม่มีขาดตกบกพร่อง ยิ่งมีชื่อเสียงมากขึ้น ก็ยิ่งถูกคาดหวังให้เป็นแบบอย่างจากสังคมมากขึ้น จนความเป็นตัวตนจริง ๆ ถูกลดทอนให้หดหายไปมากขึ้นทุกที

 

สิ่งที่คิด กับสิ่งที่แสดงออก ไม่อาจจะเป็นสิ่งเดียวกันได้ สิ่งที่ไม่อยากทำ ก็จำต้องกล้ำกลืนฝืนทำ เพื่อความสมบูรณ์แบบ เพื่อภาพลักษณ์ที่ดี เพื่อคนรอบข้างจะได้ไม่ผิดหวังกับตัวเรา

 

และถึงแม้บางครั้ง บางเรื่องจะไม่มีกระแสกดดัน หรือความคาดหวังจากคนรอบตัวหรือสังคม ก็มักติดนิสัย อดใจไม่ได้ที่จะต้องคอยระแวดระวัง (จนอาจกลายเป็นระแวง) ทุกครั้งก่อนที่จะกระทำหรือพูดอะไรออกไป ว่าจะเป็นที่ถูกใจหรือเปล่า จะมีใครว่า ตำหนิ ติเตียนไหม ดูแล้วทุเรศทุรังไหม

 

กลายเป็นว่าต้องคอยระวังตัวทุกฝีก้าว แทบจะไม่มีช่องว่างให้ปลดปล่อยความเป็นตัวของตัวเองออกมา

 

เหตุการณ์ที่ว่ามานี้ ไม่ใช่ว่าจะเกิดกับคนที่ชื่อเสียงในสังคมเท่านั้น แม้แต่คนธรรมดาอย่างเรา ๆ ก็มีสิทธิ์เกิดขึ้นเหมือนกัน เพียงแต่ระดับความรุนแรงก็แตกต่างกันไปตามสถานะทางสังคมที่เราดำรงอยู่ เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าตราบใดที่เรายังเป็นคนปกติ ก็ย่อมยังถูกคาดหวังจากคนรอบตัวได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็น ญาติสนิท มิตรสหาย เพื่อนบ้าน เพื่อนที่ทำงาน เจ้านาย ลูกน้อง ฯลฯ

 

เรื่องที่สอง ทำให้เรานึกถึง นาย Forrest Gump คนไม่เต็มเต็ง ซึ่งเรารู้จักจากหนังที่ Tom Hanks รับบทบาทแสดงนำ

 

เราแอบคิดเล่น ๆ และนึกอิจฉา Forrest Gump ตรงที่การเป็นคนสติปัญญายังไม่สมบูรณ์พร้อมอย่างคนปกติทั่วไป ทำให้เขาไม่ต้องรับรู้ความคาดหวังจากคนรอบข้าง ไม่ต้องรู้สึกรู้สึกแทนใครว่า ทำไปแล้วจะเป็นที่น่าตลกขบขัน หรือน่าสมเพชเวทนาแค่ไหน อยากทำอะไรงี่เง่า อยากพูดอะไรโง่ ๆ ก็ทำได้เท่าที่สมองนึกคิดได้ เหมือนประโยคหนึ่งในหนังที่เขาพูดว่า คนโง่ ก็ต้องพูดอะไรแบบโง่ ๆ สิ

 

ได้ใช้ชีวิตของตัวเองอย่างเต็มที่ อย่างที่หัวใจเรียกร้องต้องการ อยากรักใครก็รักอย่างสุดหัวใจของตัวเอง แสดงออกอย่างเต็มที่ ไม่ต้องเกร็ง ไม่ต้องคิดเรื่องสถานะทางภายนอกว่าเหมาะสมคู่ควรกันหรือไม่ อย่างไร บทจะเสียใจก็เสียใจอย่างเต็มที่ ไม่ต้องเก็บความรู้สึก เพื่อให้คนมองว่าเข้มแข็ง

 

เขารักแม่ และลูกของเขามาก รับผิดชอบชีวิตทั้งคู่ด้วยสัญชาตญาณของความรักในหัวใจ รักเพราะรัก ไม่ใช่เพราะเป็นหน้าที่ตามกฎหมายหรือสังคมกำหนด

 

รักเพื่อนที่ร่วมเป็นร่วมตายกันในสงครามเวียดนามด้วยกัน ด้วยน้ำใจไมตรีที่มีต่อกันจริง ๆ ไม่ใช่เพราะผลประโยชน์ต่างตอบแทน

 

Forrest Gump ทำงานใด ๆ ก็มุ่งมั่นตั้งใจด้วยตัวเอง ไม่มีแรงกระตุ้นอื่นใด ไม่ต้องนึกถึงความสำเร็จหรือเสียงชื่นชม เขาแค่จับ (งานนั้นๆ) ให้มั่นและทำให้ดีที่สุด ณ เวลานั้น ๆ เท่านั้นเอง

 

ที่อิจฉา Forrest Gump เพราะบางเวลา เราอยากมีพื้นที่บางส่วน สำหรับคิดหรือทำอะไรงี่เง่า ๆ ผิด ๆ พลาด ๆ ทุเรศ ๆ ให้ชีวิตได้มีพื้นที่ได้ปลดปล่อยผ่อนคลายระบายออกได้บ้าง

 

อย่า ๆ อย่าเพิ่งเข้าใจผิด หมั่นไส้ นึกว่าเราเป็นคนเลิศเลอเพอร์เฟ็คอะไรอย่างนั้น เรามีส่วนที่ขาดพร่องในชีวิตอีกมากมาย

 

เพียงแต่กรณีของหมอประกิตเผ่าครั้งนี้ ทำให้เราเตือนสติตัวเองได้ว่า ความสมบูรณ์แบบ ไม่ได้เป็นเครื่องตอบโจทย์ความสุขของชีวิตในทุกด้าน (การมีชีวิตแย่ๆ ซะบ้าง ก็ไม่ได้เรื่องเลวร้ายเสมอไป)

 

อืม เข้าใจยกตัวอย่างหนังนะเนี่ย
000092
1 มี.ค. 2550 เวลา 23:05 น.
เคยคิดเหมือนกันค่ะ แต่ก็ก้ำกึ่งนะ คือ อยากเป็นคนที่ดูดีเพอร์เฟ็คให้เป็นที่ยอมรับจากสายตาของคนภายนอก แต่ในขณะเดียวกัน ก็อยากจะมีใครซักคนที่เราสามารถทำตัวงี่เง่าได้ ไม่ต้องกลัวว่าเค้าจะรังเกียจความโง่ๆ ปัญญาอ่อนของเรา

สรุปว่ามันต้องพอดีอ่ะเนาะ
000667
2 มี.ค. 2550 เวลา 11:34 น.
เพิ่งเห็น "You're wallpaper tagged"

อยากจะบอกว่า simple มาก ๆ อ่ะค่ะ

หน้าจอสีดำ ไม่มี wallpaper ใด ๆ

000552
pka
6 มี.ค. 2550 เวลา 00:25 น.
อย่างกรณีของหมอประกิตเผ่า นั้น เกิดได้กับทุกคนเพราะเป็นเครื่องของจิตใต้สำนึก พอได้ข้อมูลที่ทางกลุ่มเข้าใส่ให้ก่อนที่จะนั่งสมาธิ เมื่อจิตสงบ ข้อมูลสุดท้ายก่อนที่จิตจะสงบ จะเข้าไปในจิตใต้สำนึก แล้วจิตก็จะทำงานตามจิตใต้สำนึกทำให้เห็นรูปต่าง ๆ ได้ยินเสียง เป็นเรื่องราวตามที่ได้ข้อมูล เช่นอดีตชาติเคยเป็นสามีภรรยากันมาก่อน คุณก็จะเห็นในสมาธิเช่นนั้น คงต้องไปเรียนเรื่องจิตใต้สำนึก แล้วจะเข้าใจ ควรที่ทุกคนจะเรียนรู้เพราะจิตใต้สำนึกกำหนดชีวิตของคน บุคลิกต่าง ๆ ก็มาจากจิตใต้สำนึก เคยลองไปเรียนมาความรู้ที่ได้คุ้มสุดคุ้ม ที่สอนเรื่องพลังจิต กับ อ.ชนาธิป พอเราเข้าใจแล้วเราก็สามารถมาใช้ในชีวิตประจำวัน กับตัวเองและครอบครัวได้
pat
9 ก.ย. 2552 เวลา 20:26 น.
Captcha
โปรดพิมพ์ตัวเลขที่คุณเห็นลงในช่องว่างด้านขวา
อ่านเลขชุดนี้ไม่ออก? ขอตัวเลขชุดใหม่
we are in diaryis.com family | developed by 7republic